|
|
|
|
 |

|
บทบรรณาธิการ |
ไม่ว่ายางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ต่างมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเราและยังจะมีความสำคัญยิ่งๆขึ้นไปตามความเหมาะสมของการพัฒนาของเทคโนโลยี และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่การอยู่รอดของยางทั้งสองประเภทนี้ย่อมมีความแตกต่างกัน ขณะที่ยางสังเคราะห์ถือกำเนิดจากวัตถุดิบที่อาจหมดสิ้นไปวันใดวันหนึ่งได้ง่ายกว่ายางธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะยางธรรมชาติสามารถปลูกทดแทนได้อย่างต่อเนื่องตลอดไปและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ยางธรรมชาติ แม้ว่าจะจัดเป็นวัตถุดิบขั้นต้นของอุตสาหกรรมแต่ก็ยังเป็นโภคภัณฑ์เกษตรที่ขึ้นอยู่กับการผลิตจากแรงงานเกือบทั้งหมด เมื่อไรก็ตามที่ต้นทุนการผลิตสูงและราคายางตกต่ำ ก็ย่อมทำให้ผู้ผลิตเดือดร้อน ความเดือดร้อนของเกษตรกรในแต่ละประเทศจะมีระดับมากน้อยแตกต่างกันไป ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกเป็นอันดับที่ 1 ของโลกมักได้รับความเดือดร้อนมากกว่า ทั้งนี้เพราะไทยมีโครงสร้างการผลิตจากผู้ผลิตรายย่อยเกือบร้อยเปอร์เซ็น กล่าวกันว่าการผลิตยางธรรมชาติเติบโตได้ดีเฉพาะในประเทศที่ด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนาเท่านั้นทั้งนี้เพราะมีความจำเป็นต่อการดำรงชีพโดยไม่มีทางเลือกและค่าแรงต่ำ แต่เมื่อไรก็ตามที่หากประเทศได้พัฒนาไปแล้วหรือกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม การปลูกยางก็ต้องลดลงหรือล้มเลิกไป
ปัญหาราคายางตกต่ำเกิดขึ้นได้เสมอตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงของโลกที่ทำให้การบริโภคชะลอตัว และการผลิตสูงเกินไปไม่สมดุลย์กับการใช้เป็นต้น ยางเป็นพืชให้ผลผลิตตามฤดูกาลและยังขึ้นอยู่กับภาวะแวดล้อมที่ทำให้การผลิตถูกจำกัดไปในบางครั้ง การแก้ปัญหาราคายางในอดีตได้ดำเนินการมาหลายรูปแบบ ทั้งระดับประเทศได้แก่การแทรกแซงราคา ระดับภูมิภาคระหว่างประเทศผ่านสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) และระดับนานาชาติระหว่างกลุ่มประเทศผู้ผลิตและกลุ่มประเทศผู้ใช้ยาง ผ่านองค์กรยางธรรมชาติระหว่างประเทศ (INRO) แต่ก็ไม่มีโครงการใดที่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์เพียงแต่ชลอความรุนแรงไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้น จนในที่สุดต้องยกเลิกไป ทั้งนี้เพราะแต่ละประเทศมีปัญหาพื้นฐานแตกต่างกันไปเป็นหลัก ดังนั้นนโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อเกษตรกรในแต่ละประเทศตามความเหมาะสมในรูปแบบต่างๆจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ต้องวางกลยุทธให้ถูกต้องและมีความโปร่งใสในขั้นตอนการปฏิบัติเท่านั้น |
| |
|
|
|
Resolution 800x600 pixels : Font medium : IE5+ : WinXP
|
|
|
| |